การเลี้ยงปลากะรังเสือในกระชัง
ปลาเก๋าเสือ หรือ ปลากะรังลายน้ำตาล หรือปลากะรังเสือ ( Brown-marbled grouper, Tiger grouper, ชื่อวิทยาศาสตร์: Epinephelus
fuscoguttatus) เป็นปลาทะเลขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลากะรัง (Serranidae) มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับปลากะรังทั่วไป
สีพื้นลำตัวเป็นสีเหลืองน้ำตาล มีจุดสีน้ำตาลเข้ม
ส่วนหัวและแผ่นปิดเหงือกมีจุดสีน้ำตาลขนาดเล็ก ไปจนถึงครีบต่าง ๆ และครีบหาง มีขนาดโตเต็มที่มีขนาดใหญ่กว่า
1 เมตร แต่ขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 50 เซนติเมตร
พบกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง ในประเทศไทยพบชุกชุมในด้ายฝั่งทะเลอันดามัน
เป็นปลาเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ที่มีการเพาะเลี้ยงอย่างปลากะรังชนิดอื่น ๆ
โดยมีราคาขายตัวละ 400-600 บาท (ขนาดตัวตั้งแต่ 800 – 1000 กรัม) ปลากะรังเสือเป็นปลาที่พบในทะเล
มักมีพฤติกรรมชอบตามลำพังหรือเป็นคู่เพียงไม่กี่ตัวตามโขดหิน แนวปะการังหรือกองหิน
กองซากปรักหักพังใต้น้ำ ออกหากินในเวลากลางคืน สามารถพบได้จนถึงบริเวณปากแม่น้ำหรือป่าชายเลน มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก
โดยหลายชนิดนิยมบริโภคเป็นปลาเศรษฐกิจ จึงมีการเพาะเลี้ยงเป็นปลาอาชีพ
โดยนิยมเลี้ยงในกระชังโดยเริ่มต้น ชาวประมงจะนำลูกปลาจากธรรมชาติมาลงเลี้ยงในกระชัง
โดยให้อาหารจากเศษปลาที่เหลือจากการทำประมง สามารถจำหน่ายปลาได้ราคาดี ซึ่งตลาดของปลาเหล่านี้เป็นการส่งขายในต่างประเทศทั้งสิ้น
โดยประเทศที่รับซื้อปลาดังกล่าวมีทั้งฮ่องกง ไต้หวัน และจีน ทั้งนี้ปลากะรังเสือมีชีวิตในประเทศที่กล่าวมานี้จะมีราคาสูงมาก
แต่หากเดินทางมาเพื่อบริโภคในประเทศไทยราคาจะถูกมากเมื่อเปรียบเทียบราคากัน
ในปี พ.ศ.
2554 กรมประมงได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 28 ล้านบาท จากสำนักพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
จำกัด หรือ สวก. ดำเนินโครงการ “ต้นแบบการผลิตพันธุ์ปลากะรังที่มีมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์” โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งหลายแห่ง
เช่น ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงาและ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่สามารถทำการเพาะพันธุ์ลูกปลาได้สามารถเป็นแหล่งสนับสนุนลูกปลาให้กับเกษตรกรที่สนใจเลี้ยงได้
ซึ่งเป็นการลดการนำลูกปลาจากธรรมชาติมาเลี้ยงได้
นอกจากนี้กรมประมงยังได้พัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงปลากะรังเสือเป็นโครง “ต้นแบบการผลิตพันธุ์ปลากะรังที่มีมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์”
นั้น ดำเนินการมาแล้วกว่าหนึ่งปี พบว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
สามารถผลิตพันธุ์ปลาส่งขายให้กับเกษตรกรได้แล้ว 3 รุ่น
ซึ่งการผลิตพันธุ์ปลานั้นยังไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร
โดยขณะนี้พันธุ์ลูกปลากะรังจุดฟ้าขายอยู่ที่นิ้วละ 30 บาท
ปลาหมอทะเลขายอยู่ที่นิ้วละ 40 บาท และปลาเก๋าเสือ นิ้วละ 10
บาท เมื่อเกษตรกรนำไปเลี้ยงจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี
- 1 ปีครึ่ง มีต้นทุนการเลี้ยงอยู่ที่ประมาณ 200-300 บาท แต่สามารถขายได้กิโลกรัมละ 500-1,200 บาท
ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของปลา อย่างไรก็ตาม
จากการดำเนินโครงการดังกล่าวมาระยะหนึ่งทางศูนย์ทั้ง 3 แห่ง
สามารถขายพันธุ์ปลาให้กับเกษตรกรได้แล้วประมาณ 5 ล้านบาท (ASTVผู้จัดการออนไลน์,
2555)
ปลากะรังเสือ
ปลาเก๋าเสือ หรือ ปลากะรังลายน้ำตาล หรือปลากะรังเสือ ( Brown-marbled grouper, Tiger grouper, ชื่อวิทยาศาสตร์: Epinephelus
fuscoguttatus) เป็นปลาทะเลขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลากะรัง (Serranidae) มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับปลากะรังทั่วไป
สีพื้นลำตัวเป็นสีเหลืองน้ำตาล มีจุดสีน้ำตาลเข้ม
ส่วนหัวและแผ่นปิดเหงือกมีจุดสีน้ำตาลขนาดเล็ก ไปจนถึงครีบต่าง ๆ และครีบหาง มีขนาดโตเต็มที่มีขนาดใหญ่กว่า
1 เมตร แต่ขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 50 เซนติเมตร
พบกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง ในประเทศไทยพบชุกชุมในด้านฝั่งทะเลอันดามัน
เป็นปลาเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ที่มีการเพาะเลี้ยงเช่นเดียวกับปลากะรังชนิดอื่น ๆ
โดยมีราคาขายตัวละ 400-600 บาท (ขนาดตัวตั้งแต่ 800 – 1000 กรัม)
ปลากะรังเสือเป็นปลาที่พบในทะเลไม่ไกลชายฝั่งมากนัก มักมีพฤติกรรมชอบตามลำพังหรือเป็นคู่เพียงไม่กี่ตัวตามโขดหิน แนวปะการังหรือกองหิน
กองซากปรักหักพังใต้น้ำ ออกหากินในเวลากลางคืน
สามารถพบได้จนถึงบริเวณปากแม่น้ำหรือป่าชายเลน มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก
จึงมีการเพาะเลี้ยงเป็นปลาอาชีพ โดยนิยมเลี้ยงในกระชังโดยเริ่มต้น
ชาวประมงจะนำลูกปลาจากธรรมชาติมาลงเลี้ยงในกระชัง
โดยให้อาหารจากเศษปลาที่เหลือจากการทำประมง สามารถจำหน่ายปลาได้ราคาดี ซึ่งตลาดของปลาเหล่านี้เป็นการส่งขายในต่างประเทศทั้งสิ้น
โดยประเทศที่รับซื้อปลาดังกล่าวมีทั้งฮ่องกง ไต้หวัน และจีน ทั้งนี้ปลากะรังเสือมีชีวิตในประเทศที่กล่าวมานี้จะมีราคาสูงมาก
แต่หากเดินทางมาเพื่อบริโภคในประเทศไทยราคาจะถูกมากเมื่อเปรียบเทียบราคากัน
ปลากะรังเสือเป็นปลาที่ชอบความเค็มที่ค่อนข้างสูง
เนื่องจากอาศัยอยู่ในแนวโขดหินที่อยู่ไกลจากฝั่งออกไปประมาณ 2-3 กิโลเมตรจากฝั่ง
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อนำมาเลี้ยงในกะชังก็สามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดีในการอาศัยในเขตพื้นที่ใกล้ฝั่งหรือปากแม่น้ำ
ปลาชนิดนี้ในวัยอ่อนจะอยู่อาศัยในแหล่งหญ้าทะเลและออกไปอาศัยในแนวโขดหินหรือปะการังเมื่อโตขึ้น
พบได้ในระดับความลึก 1-60 เมตร
การเลี้ยงปลากะรังเสือในกระชัง
ปลากะรังเสือเป็นหนึ่งในปลากะรังหลักที่มีการส่งออกไปสู่ประเทศจีน
ไต้หวันและฮ่องกง ได้รับความนิยมด้วยชื่อของปลาคือ “Tiger grouper” มีความสำคัญทางการค้าในเขตอาเซียน
ที่ประเทศมาเลเซียปลากะรังเสือจัดเป็นชนิดหรือ species หลักของวงศ์ปลาเก๋า
(Serranidae) ที่ส่งออก ปลาเก๋าเสือหรือปลากะรังเสือเป็นปลาที่เริ่มพบได้น้อยในธรรมชาติ
แต่อย่างไรก็ตามลูกปลาที่นำมาเพราะเลี้ยงส่วนมากยังต้องนำมาจากธรรมชาติ
เพราะปลาชนิดนี้สามารถเพาะพันธุ์ได้ แต่อนุบาลวัยอ่อนได้ยากมาก
ประเทศไทยสามารถเพาะเลี้ยงและอนุบาลสำเร็จใน ปี 2547 ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนลูกพันธุ์ให้เกษตรกรนำไปเลี้ยง
จนกระทั้ง ปี 2554 จึงสามารถผลิตลูกปลาสู่ตลาดได้เพิ่มมากขึ้น
จนกระทั่งนำไปสู่การเป็นทางเลือกใหม่ในการเลี้ยงสัตว์น้ำของชายฝั่งทะเลไป
การเลี้ยงปลากะรังเสือมีหลักการเลี้ยงเช่นเดียวกับปลากะรังตัวอื่น
อย่างไรก็ตามจากการพิจารณาถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติพบว่าปลากะรังแต่ละชนิดมีที่อยู่และระดับน้ำต่างกันไป
เช่นปลากะรังเสือจะสามารถอยู่อาศัยในแหล่งน้ำที่ลึกในระดับ 1- 60 เมตร
อยู่ในแนวโขดหิด ซึ่งหากฝั่งออกไปกว่าปลากะรังชนิดอื่น
ข้อดี-ข้อเสียของปลากะรัง
ข้อดี
- เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว เนื้อมีรสดี
- ราคาดีมาก ซึ่งมักขายในขณะมีชีวิต ปลาขนาด 400-800
กรัม กิโลกรัมละ 350-400 บาท ส่วนปลาขนาดตัวละ1.2-1.3 กิโลกรัม
- ตลาดดีมาก มีพ่อค้ามารับซื้อถึงฟาร์ม เนื่องจากเป็นปลาที่ส่งขายต่างประเทศ
ข้อเสีย
- หาพันธุ์ได้ยาก เนื่องจากการอนุบาลลูกปลายังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
อีกทั้งการรวบรวมลูกปลาจากธรรมชาติไม่มีความแน่นอน และมีปริมาณลดน้อยลง
- อัตราการรอดตายต่ำ เนื่องจากเกษตรกรรับซื้อลูกปลาจากชาวประมงที่จับปลาด้วยลอบหรือไซ
ลูกปลามักช้ำ มีบาดแผล ซึ่งเกษตรกรจะนำไปเลี้ยง โดยไม่ทำการรักษาบาดแผล ทำให้มีอัตราการตายสูงในระยะแรก
- แหล่งเลี้ยงมีจำกัด เนื่องจากน้ำในบริเวณแหล่งเลี้ยงจะต้องมีความเค็มตลอดทั้งปี
ปกติบริเวณปากแม่น้ำหรือ ชายฝั่งที่เหมาะสมแก่การเลี้ยงปลาในกระชังมักจะมีความเค็มลดต่ำลงถึงศูนย์ใน
ฤดูฝน น้ำป่าหลาก ทำให้ไม่สามารถเลี้ยงปลากะรังเสือได้ บริเวณในทะเลหรือเกาะแก่งต่าง ๆ
ซึ่งไม่มีปัญหาในเรื่องความเค็มของน้ำก็จะมีปัญหาในเรื่องคลื่นลม และการคมนาคม ขนส่งอาหารปลา
ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง
การเตรียมกระชัง
วัสดุที่นำมาใช้ทำกระชังจะต้องมีความทนทานต่อสภาพอากาศ
และเพรียงที่มาเกาะตามกระชัง ไม่ผุง่ายและมีผิวเรียบ
- ขอบกระชัง อาจจะลอยน้ำหรือติดอยู่กับที่ก็ได้ ด้านหนึ่งทำเป็นทางเดินติดต่อกันเพื่อไปให้อาหารหรือตรวจสภาพกระชัง
ขอบกระชังอาจทำด้วยไม้ไผ่ไม่จริง ท่อเหล็ก ท่อพีวีซี วัสดุต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องทนต่อความเค็มและสัตว์ทะเลไม่สามารถเกาะหรือกัดเป็นรูได้
- ลูกลอย ช่วยพยุงให้กระชังลอยอยู่ได้และทำให้รูปร่างกระชังคงที่
อาจจะทำจากถังพลาสติก ภาชนะพลาสติก โฟมที่หุ้มด้วยวัสดุที่ไม่ผุกร่อนง่าย
- ลูกถ่วง เพื่อทำให้กระชังอยู่กับที่ ไม่ถูกกระแสน้ำพัดไป
- เนื้ออวน ขนาดตาอวนขึ้นอยู่กับขนาดของปลาที่เลี้ยง อวนที่ทำจากใยสังเคราะห์เหมาะที่จะนำมาใช้ทำกระชัง
เพราะทนทาน แข็งแรง ยืดหยุ่นได้ ราคาไม่แพง และป้องกันการเข้าเกาะของเพรียงได้ เพื่อป้องกันปลาถูกขีดข่วน
ควรใช้เนื้ออวนที่ค่อนข้างเรียบ ไม่เป็นปมสำหรับทำกระชังหรือสวิง
การเลือกสถานที่เลี้ยงปลากะรังเสือในกระชัง
- ควรจะสร้างโรงเรือนใกล้ ๆ บริเวณที่วางกระชัง เพื่อใช้เป็นที่เก็บอาหารและอุปกรณ์เลี้ยงปลา
ทำความสะอาดปลาขณะแปรรูปและเป็นที่ผูกเรือ
- ควรตั้งกระชังในบริเวณที่มีคลื่นลมสงบ (ทะเลสาบอ่าวเล็ก ๆ เวิ้งน้ำหลังเกาะ)
และมีน้ำไหลถ่ายเทสะดวก สามารถนำเรือเข้าไปถึงกระชังได้
- น้ำควรลึกไม่น้อยกว่า 3 เมตร ในช่วงน้ำลงต่ำสุด (น้ำลึก
15-30 เมตร ดีที่สุด) น้ำไหลถ่ายเทได้ดี และถ่ายเทได้อย่างทั่วถึง
ความเร็วกระแสน้ำประมาณ 0.1 เมตร/วินาที
- พื้นทะเลควรเป็นทราย หรือเป็นก้อนกรวดเล็ก ๆ ไม่ควรติดตั้งกระชังใกล้บริเวณที่มีหญ้าทะเลหรือปะการัง
เพื่อป้องกันผลกระทบจากการเลี้ยงปลาต่อบริเวณเหล่านั้น
การเตรียมพันธุ์ปลา
พันธุ์ปลากะรังที่นำมาเลี้ยงเป็นพันธุ์ปลาที่ได้จากการรวบรวมจากธรรมชาติ
ดังที่กล่าวมาแล้ว ถ้าปลาที่รวบรวมได้เป็นปลาขนาด 1 นิ้ว จะต้องนำไปอนุบาลให้ได้ขนาด 4 นิ้วเสียก่อนจึงจะนำไปเลี้ยงในกระชังได้
แต่โดยปกติแล้วเกษตรกรมักจะรวบรวมลูกปลาโดยใช้ไซหรือลอบ จึงมักจะได้ปลาขนาด 5-7
นิ้วขึ้นไป จนถึงขนาดน้ำหนัก 100-200 กรัม แล้วสามารถนำไปเลี้ยงในกระชังได้เลย
การจัดปลาลงเลี้ยงในกระชังและอัตราปล่อย
การเลี้ยงปลากะรังในกระชังนั้น การจับปลาลงเลี้ยงก็ต้องดำเนินการเช่นเดียวกับการเลี้ยงปลากะพงขาว
กล่าวคือ ต้องคัดปลาที่มีขนาดใกล้เคียงกันลงเลี้ยงในกระชังเดียวกัน สำหรับอัตราการปล่อยปลา
กรมประมงได้แนะนำให้ปล่อยในอัตรา 15 ตัว/ตารางเมตร
ทั้งนี้อัตราการปล่อยปลาได้ถึง 60 ตัว/ตารางเมตร (หรืออยู่ในช่วง
60-80 ตัวต่อตาราเมตร) จากการทดลองของกรมประมงได้ผลดีแล้วพบว่า สามารถปล่อยปลาขนาด
4-5 นิ้ว ลงเลี้ยงได้ในอัตรา 75 ตัว/ตารางเมตร
อาหารและการให้อาหาร
อาหารที่ใช้เลี้ยงปลากะรังเสือเช่นเดียวกับปลากะรังชนิดอื่น
โดยเป็นอาหารจำพวกปลาเป็ดสด ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้ปลาหลังเขียว เช่นเดียวกับอาหารที่ใช้เลี้ยงปลากะพงขาว
การให้อาหารก็ต้องสับปลาสดให้เป็นชิ้นพอดีกับปากปลา และให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็นให้จนกระทั่งปลากินอิ่มเช่นเดียวกัน
การให้อาหารที่มีความสด มีคุณภาพดี จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของปลากะรังมาก อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของอาหารเป็นหลัก
โดยปกติแล้วอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อของปลากะรังที่เลี้ยงในกระชังจะเท่ากับ 5.6-7
: 1
โดยปกติแล้วปลากระรังเสือที่อาศัยในธรรมชาติ
ตามแนวโขดหินและแนวปะการังในทะเล จะกินอาหารที่หลากหลายมาก เช่น กุ้ง ปู หอยและปลา
การใช้อาหารสำเร็จรูปเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้การให้อาหารปลากะรังเสือของเกษตรกรง่ายขึ้น
เพราะมีธาตุอาหารในอาหารที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับธรรมชาติ อีกทั้งเกษตรกรสามารถเก็บรักษาได้ง่าย
แต่ก็มีข้อจำกัดคือในการหาพันธุ์ปลากะรังเสือมาเลี้ยงนั้นต้องเลือก
ซื้อจากฟาร์มเพาะที่ฝึกหัดให้ลูกปลากินอาหารสำเร็จรูปและอีกประการหนึ่งคือการใช้อาหารเม็ดเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนในการเลี้ยงปลาของเกษตรกร
การเจริญเติบโตและผลผลิต
ปลากะรังขนาด 4-5 นิ้ว
ที่ปล่อยเลี้ยงในกระชังในอัตรา 75 ตัว/ตารางเมตร จะโตได้ขนาดตลาด
(400-800 กรัม) ในระยะเวลาเลี้ยง 5-6 เดือน
ส่วนการเลี้ยงปลากะรังให้ได้โตขนาด 1.2-1.5 กิโลกรัมนั้น หลังจากเลี้ยงไปได้
5 เดือนแล้วควรคัดแยกปลาลงเลี้ยงในกระชังที่ตาอวนใหญ่ขึ้น เช่น
ขนาดตา 1.5-2 นิ้ว และลดอัตราปล่อยลงเหลือ 40 ตัว/ตารางเมตร ซึ่งจะใช้เวลาเลี้ยง 4-8 เดือน จากการทดลองของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดระยองพบว่า
ปล่อยปลาขนาด 4 นิ้ว ลงเลี้ยงในกระชังด้วยอัตราปล่อย 75
ตัว/ตารางเมตร ภายในระยะเวลา 6 เดือน จะได้ผลผลิตเท่ากับ
40 กิโลกรัม/พื้นที่กระชัง 1 ตารางเมตร
โดยมีอัตราการรอดตายมากกว่าร้อยละ 90 ถ้าทำกระชังขนาด 2x3x1.5 เมตร ก็จะปล่อยปลาเลี้ยงได้กระชังละ 450 ตัว โดยจะได้ผลผลิตอย่างน้อยกระชังละ
100 กิโลกรัม และปลากะรังทั้งหมดสามารถขายได้ในขณะมีชีวิต เพราะมีปริมาณน้อยไม่พอต่อความต้องการของพ่อค้ารับซื้อปลาโดยพ่อค้าจะวิ่งรถ
มาซื้อถึงที่ในราคากิโลกรัมละ 350-400 บาท
โรคและการป้องกัน
ปัญหาการตายของปลาเกิดจากโรคและพยาธิ
เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยทั้งในปลาวัยอ่อนกระทั้งปลาขนาดเต็มวัย การป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือการจัดการระบบเลี้ยงให้ดีและเหมาะสม
การสืบทราบและพิสูจน์โรคอย่างแม่นยำจะต้องอาศัยการสังเกต เอาใจใส่เป็นสำคัญ
โรคที่เกิดได้กับปลากระรังเสือ
1. โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส
2. โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
3. โรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว
4. โรคที่เกิดจากหนอนพยาธิ
5. โรคที่เกิดจากเชื้อรา
6. โรคที่เกิดจากพยาธิกลุ่มคัเตเซียน
เช่น เห็บปลา เป็นต้น
7. โรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของธาตุอาหาร
8. โรคที่เกิดจากสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม
เช่น ตั้งกระชังไม่เหมาะสม คุณภาพน้ำมีสารพิษ เหล่านี้จะทำให้ปลาที่ผิวหนังมีเมือกมาก
หายใจถี่
โรคที่พบบ่อยในการเลี้ยงปลากะรังในกระชังที่พบมีโรคที่เกิดจากพาราสิตพบ
โรคจุดขาวเกิดจากโปรโตซัว เห็บระฆัง โรค Monogenetic disease (Ruangpan และคณะ, 1993) โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย พบโรค Streptococcus
disease โรคที่เกิดจากไวรัสพบ โรคอัมพาต (เยาวนิตยและคณะ, 2536) และโรค Irridovirus-like disease (เยาวนิตยและคณะ,
2537) โรคที่เกิดจากไวรัสยังไมมีทางรักษาได
การเกิดโรคในแต่ละครั้งเกษตรกรควรบันทึก
วันเวลาที่เกิดโรคนั้นไว้สำหรับการวางแผนการเลี้ยงต่อในในฤดูกาลหน้า
การจับปลาจากกระชัง
1. หยุดให้อาหารปลาในบ่อหรือกระชังพักปลาก่อนการจับขาย 1-2
วัน
2. ก่อนที่จะยกกระชังขึ้นควรตรวจสอบกระชังว่ามีการฉีกขาดหรือเปล่า
เพื่อป้องกันปลาออกจากกระชัง
3. ค่อย ๆ ยกกระชังข้างหนึ่งขึ้นอย่างช้า ๆ เพื่อให้ปลาไปรวมอยู่อีกข้างหนึ่ง
4. ใช้สวิงที่นิ่มไม่มีปมหรือใช้กระชอนพลาสติกที่นิ่ม ๆ ช้อนปลาขึ้นจากระชัง
พยายามอย่าให้ปลาเกิดแผลตามลำตัวเพราะจะไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
การบรรจุกล่องและการขนส่งปลามีชีวิต
ปลามีชีวิตจะถูกขนส่งโดยใช้ถุงพลาสติกตามขั้นตอนดังนี้
- นำปลามาพักไว้ในถังที่มีการให้ออกซิเจนตลอดเวลา
- ค่อย ๆ ลดอุณหภูมิของน้ำในถังลงถึง 20 0C
(2-3 0C / ชม.) โดยการใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำแข็งบดใส่ลงในถังหรือจะใช้เครื่องทำความเย็นก็ได้
- การลดอุณหภูมิทำให้การเผาผลาญอาหารในร่างกายของปลาลดลง การเกิดแอมโมเนียหรือคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะลดลงด้วย
- ใส่ปลา 3-5 ตัว หรือประมาณ 2-3
ตัว/ถุง ในถุงพลาสติกขนาด 20 x 20 x 30 ซม. ใช้ถุงพลาสติก
2 ชั้น
วิธีการใช้ในการขนส่งปลาทางอากาศที่ใช้เวลาน้อยกว่า 8 ชม. นับตั้งแต่ปิดปากถุงเรียบร้อย
- ควรมีน้ำในถุงในปริมาณที่พอเหมาะ คือต้องสูงจนเหนือตาปลาและน้ำควรมีอุณหภูมิประมาณ
20 0C
- เติมออกซิเจนในอัตรา 1 : 3 (น้ำ : อากาศ)
- ปิดปากถุงพลาสติกด้วยยางรัด
- บรรจุถุงพลาสติกในกล่องโฟม
- บรรจุน้ำแข็งหรือเจลเย็นในถุงพลาสติก ปิดให้แน่นแล้วห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เพื่อเพิ่มการรักษาความเย็น
นำถุงนี้ใส่ในกล่องที่บรรจุปลา